ข้อห้าม หลังฉีดโบท็อก

ในทุกวันนี้การฉีดโบท็อก ( โบทูลินั่ม ท็อกซิน ) เป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากราคาไม่แพง เห็นผลได้อย่างรวดเร็วชัดเจน โดยปรกติจะอยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน

คุณหมอได้นำงานวิจัยล่าสุดมาเจาะลึกและสรุปให้ฟังกันในบทความนี้ ในเรื่องวิธีการปฏิบัติตัวทั้งก่อนฉีดและหลังฉีดโบท็อก ซึ่งจะช่วยให้โบท็อกอยู่ได้นานกว่าปรกติ

เพราะหากคนไข้ละเลยการปฏิบัติตัวตามขั้นตอนเหล่านี้ จะส่งผลให้ต้องฉีดโบท็อกบ่อยยิ่งขึ้น นอกจากจะเสียเงินมากขึ้นแล้วยังทำให้ดื้อโบท็อกง่ายขึ้นอีกด้วย

คนไข้ควรศึกษาถึงกลไกการออกฤทธิ์ของโบท็อก เพื่อเข้าใจถึงวิธีปฏิบัติตัวก่อนฉีด-หลังฉีดโบท็อก ว่าทำเพื่ออะไร และจะช่วยให้เราจำได้ง่ายขึ้นด้วย

เซลล์ประสาท

โบท็อก มีลักษณะเป็นโปรตีนในน้ำใส ๆ หลังจากที่ฉีดเข้าสู่บริเวณกล้ามเนื้อแล้ว จะแยกเป็น 2 ส่วน ดังนี้

·         ส่วนที่ 1 เป็นส่วนที่ถูกดูดซึมเข้าไปเก็บเอาไว้ในเซลล์ประสาท เป็นส่วนเดียวเท่านั้นที่จะออกฤทธิ์ หากส่วนนี้มีความเข้มข้นสูงก็จะช่วยทำให้โบท็อกอยู่ได้นานมากยิ่งขึ้น

·         ส่วนที่ 2 เป็นส่วนที่ไม่ถูกดูดซึม ซึ่งจะปลิวไปตามกระแสเลือดภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงหลังฉีด และในที่สุดจะถูกขับออกไป ไม่มีผลต่อเซลล์อื่น ๆ ของร่างกาย (เสียไปฟรีๆ)

วิธีปฏิบัติตัวก่อนฉีดโบท็อก เพื่อจะทำให้ส่วนที่ 1 เข้มข้นขึ้น และอยู่ได้นานกว่าปกติ รวมทั้งเพื่อจะทำให้โบท็อกส่วนที่ 2 ปลิวไปน้อยที่สุด

1. ควรเลือกฉีดด้วยโบท็อกแท้เท่านั้น

ก่อนฉีดทุกครั้งต้องตรวจสอบว่าเป็น “โบท็อกของแท้” เท่านั้น เนื่องจากโบท็อกแท้จะมีการกระจายตัวต่ำ จะทำให้การปลิวหายไปเกิดขึ้นน้อยลง นั่นคือฉีดจุดไหนจะอยู่จุดนั้น

เพื่อให้มั่นใจว่าฉีดโบท็อกของแท้จริงๆ หากเป็นคลินิกที่ใช้ของแท้ก็จะยินดีให้คนไข้ตรวจสอบได้แน่นอน ดังนั้น

·         ก่อนฉีดควรเตรียมศึกษา วิธีสังเกตโบท็อกแท้ยี่ห้อต่าง ๆ

·         ควรให้คุณหมอแกะกล่องเปิดขวด ผสมโบท็อกให้ดูต่อหน้า

·         หลังฉีดควรขอกล่องและขวดกลับบ้าน หรือถ่ายรูปเก็บไว้ตรวจสอบ

วิธีตรวจสอบโบท็อกแท้-Allergan

เมื่อเทียบกับโบท็อกยี่ห้ออื่น ๆ โบท็อกอเมริกาจะมีค่าการกระจายตัวต่ำที่สุด แต่โบท็อกอเมริการาคาก็จะสูงกว่าเป็นเท่าตัว

โดยคุณหมอได้เขียนอธิบายไว้โดยละเอียดในบทความเรื่อง แฉหมดเปลือก ! วิธีการเลือกใช้โบท็อก อเมริกา/อังกฤษ/เกาหลี และกลโกงโบท็อก !

2. การผสมน้ำเกลือ

โบท็อกแท้ทุกยี่ห้อ จะไม่มีน้ำ โดยอยู่ในรูปแบบสูญญากาศแห้ง ๆ ตอนที่จะดูดออกมาฉีดจึงต้องใส่น้ำเกลือลงไปละลาย

ปริมาณความเข้มข้นที่เหมาะสมคือ น้ำเกลือ 2.6 CC ต่อ โบท็อก 100 ยูนิต ในกรณีที่เจือจางน้ำเกลือมากเกินไป จะส่งผลให้โบท็อกปลิวไปง่ายขึ้นครับ

วิธีตรวจสอบโบท็อกแท้

คนไข้ควรให้แพทย์ผสมโบท็อกต่อหน้าก่อนฉีดทุกครั้ง จะได้มั่นใจว่าไม่ได้เจือจางน้ำเกลือมากจนเกินไป เพราะหากผสมเป็นน้ำแล้วมาฉีดให้เลย เราจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเป็นการผสมน้ำเกลือแบบเข้มข้นหรือเจือจาง

3. เทคนิคการฉีด

สาเหตุที่แนะนำว่าควรเลือกกับคลินิกที่ได้มาตรฐาน และหมอที่มีความเชี่ยวชาญนั้น เนื่องจากจะสามารถประเมินกล้ามเนื้อที่จะฉีดได้ว่า จุดไหนความลึกเท่าไรเป็นจุดที่เซลล์เส้นประสาทมาเกาะกล้ามเนื้อ

หากฉีดไม่ตรงจุด จะต้องรอโบท็อกแพร่กระจายจากจุดที่ฉีดมายังปลายเซลล์ประสาท ถึงแม้จะได้ผล แต่จะเห็นผลช้าและอยู่ได้สั้นลงกว่าที่ควรจะเป็น

โดยส่วน 2 ที่ปลิวกระจายไปอาจจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาได้ทำให้ดื้อโบท็อกตามมา

4. ในการฉีด botox แต่ละครั้ง ไม่ควรใช้จำนวนยูนิตเกิน 300 ยูนิต

·         ถ้าใช้จำนวนยูนิตเกิน จะเพิ่มโอกาสที่ร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานได้ง่ายขึ้น

·         ควรหลีกเลี่ยงเทคนิคการฉีดที่ไม่ได้ฉีดโบท็อกเข้าในกล้ามเนื้อโดยตรง เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื้อยา

·         ไม่ควรใช้จำนวนยูนิตน้อยเกินไปในแต่ละจุด เพราะจะทำให้หมดฤทธิ์ไว และต้องฉีดบ่อยขึ้น ซึ่งจะเสี่ยงต่อการดื้อโบท็อกได้เช่นกัน

ทั้งนี้ คุณหมอจะเป็นผู้ประเมินและแจ้งแก่คนไข้ถึงปริมาณยูนิตที่เหมาะสมที่ควรใช้ในการฉีดในแต่ละเคส

5. ประคบเย็น ระหว่างการฉีด

เพื่อลดการไหลเวียนของเส้นเลือดรอบ ๆ บริเวณที่ฉีด ระหว่างฉีดจึงควรประคบด้วยความเย็น ซึ่งจะช่วยให้โบท็อกอยู่เฉพาะจุดที่หมอต้องการจะฉีด โดยไม่ปลิวออกไป

การปฏิบัติตัว หลังฉีดโบท็อก เพื่อทำให้ โบท็อกสลายช้าที่สุด

6.1 หลังฉีดโบท็อกทันที ควรรีบขยับเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดทันที 1-2 ครั้ง

รวมทั้งควรบริหารกล้ามเนื้อทั้งหมดที่ฉีดเป็นเวลา 30 นาที หลังจากฉีด botox เสร็จแล้วทั้งหมด เพื่อให้เซลล์ประสาทดูดโบท็อกเข้าไปให้มากที่สุด เหลือส่วนที่จะปลิวไปน้อยที่สุด แต่ไม่ควรประคบเย็นในช่วงที่เราขยับกล้ามเนื้อหลังฉีดเสร็จ เนื่องจากจะไปขัดขวางการดูดโบท็อกเข้าเซลล์ประสาท

สรุปคือ ตอนฉีดเราใช้ความเย็นบล็อกรอบ ๆ ให้โบท็อกอยู่เฉพาะจุดที่ต้องการฉีด จากนั้นหลังฉีดเราจึงขยับกล้ามเนื้อเพื่อดึงโบท็อกเข้าเซลล์

รีวิวโบท็อกหน้าผาก-โบท็อกหางตา-โบท็อกขมวดคิ้ว

ตัวอย่างรีวิวผลการรักษาด้วยโบท็อก

หลังฉีดเสร็จ คนไข้ควรรีบขยับกล้ามเนื้อแบบในรูปฝั่งซ้ายมือทันที หากฉีด botox กรามหลังฉีดควรใช้วิธีเคี้ยวหมากฝรั่งหรือกัดฟันทันที

6.2 หลังฉีดโบท็อก ควรงดนอนราบ 3 ชั่วโมง

หน้าบวม เป็นอาการปรกติที่เกิดขึ้นได้หลังฉีดโบ ควรดูแลตัวเองอย่าไปแกะ เกา หรือนวดในบริเวณที่ฉีด

อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงการก้มหัวลงต่ำกว่าระดับหัวใจ เพราะโบท็อกจะปลิวไปเยอะขึ้น จะทำให้เลือดไหลเวียนไปที่หน้ามากขึ้น

จะต้องใช้เวลา 7-14 วันกว่าจะเริ่มเห็นผล สำหรับโบท็อกส่วนที่ 1 ที่อยู่ในเซลล์ประสาท ทำหน้าที่ยับยั้งกล้ามเนื้อ จากนั้น การยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อ และความเข้มข้นของโบท็อก จะค่อย ๆ ลดลงตามเวลา

ความร้อน และการไหลเวียนของเลือด (Metabolism) คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โบท็อกย่อยสลายไวขึ้น

7.1 หลีกเลี่ยงความร้อนทุกชนิด รวมทั้งกิจกรรมที่ทำให้หน้าแดง

กิจกรรมที่ควรงดเว้น อาทิเช่น เข้าซาวน่า, ออกกำลังกายหนักๆ, ตากแดด, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, เลเซอร์ร้อนที่ลงผิวชั้นลึกทุกชนิด เช่น RF thermage งดนอนคว่ำ, งดก้มหัวต่ำกว่าอก  โดยเฉพาะในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังฉีด (หากทำไม่ได้ก็ขอให้งดอย่างน้อย 48 ชั่วโมงหลังฉีด)

ห้ามดื่มเหล้าเบียร์

หลังฉีดโบท็อกห้ามกินอะไรบ้าง หลังฉีดในช่วง 14 วัน (หากทำไม่ได้ ควรงดอย่างน้อย 48 ชั่วโมง)

·         อาหารที่ต้องนั่งหน้าเตาร้อน ๆ หมูกระทะ ปิ้งย่าง ชาบู

·         อาหารที่เผ็ดมาก ๆ แสบร้อนจนหน้าแดง

·         อาหารหมักดอง เช่น ปลาร้า หน่อไม้ดอง มะม่วงดอง เพราะมีสารที่ทำให้เส้นเลือดขยายตัว

·         เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เหล้า เบียร์ ไวน์ น้ำหมัก

·         งดสูบบุหรี่ ในบุหรี่มีสารหลายชนิดที่ขยายหลอดเลือด

ไม่พ้นช่วงเวลา 2 อาทิตย์ไปแล้ว กิจกรรมเหล่านี้จะส่งผลต่ออายุของโบท็อกอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก แต่กิจกรรมการเข้าซาวน่า และเลเซอร์ร้อนจะยังมีผลมากที่สุด

สำหรับกิจกรรมที่ไม่จำเป็นต้องงด ได้แก่ การออกกำลังกาย เพราะดีต่อสุขภาพ อีกทั้งยังช่วยให้ผิวใสขึ้น แค่หลีกเลี่ยงความร้อนเท่าที่ทำได้ก็เพียงพอแล้ว

ออกกำลังกาย ซาวน่า

ควรหลีกเลี่ยงความร้อนหลังฉีดโบท็อกเป็นระยะเวลา 14 วัน (หากทำไม่ได้ก็ขออย่างน้อย 48 ชม. หลังฉีดครับ)รวมถึงกิจกรรมที่ทำให้หน้าแดงทุกชนิด

7.2 ถ้ามีคอร์สเลเซอร์ คอร์สทำหน้า นวดหน้า ที่ต้องทำเป็นประจำ

ควรทำให้เรียบร้อย ก่อนจะมาฉีดโบท็อก เพราะหลังฉีดโบท็อกจำเป็นต้องงดไป 2 สัปดาห์ จึงจะไปทำได้อีก

การทำงานของโบท็อกที่อยู่ในเซลล์ประสาท ปัจจัยสำคัญคือจะต้องอาศัยแร่ธาตุ สังกะสี (zinc)

30% ของคนอเมริกัน จากการสำรวจพบว่ามีอาการขาดธาตุสังกะสี และจะส่งผลให้โบท็อกออกฤทธิ์ได้น้อยลงและช้าลง รวมทั้งผลการฉีดโบท็อกอยู่ได้สั้นลง (แต่ยังไม่มีการสำรวจในคนไทย) https://www.ncbi.nlm.nih.gov/m/pubmed/22453589/

8. จากงานวิจัยพบว่า การกินแร่ธาตุสังกะสี (zinc) 50 mg ก่อนและหลังการฉีดโบท็อก สามารถช่วยให้โบท็อกออกฤทธ์ดีขึ้นและไวขึ้น ช่วยให้โบท็อกอยู่ได้นานขึ้น

แต่ในบางเคสก็ทำให้เกิดผลข้างเคียงของโบท็อกได้มากขึ้นครับ เนื่องจากเสริมฤทธิ์รุนแรงจนเกินไป

จึงแนะนำให้กินตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น หากจะกินธาตุสังกะสีในปริมาณมาก

โดยส่วนใหญ่จะใช้ในคนไข้รายที่มีอาการขาดแร่ธาตุสังกะสีชัดเจน หรือรายที่เริ่มดื้อโบท็อกเท่านั้น (อาการคือฉีดแล้วอยู่ได้ไม่นาน)

ถ้ากินจากอาหาร หรือกินในปริมาณปรกติ คือไม่เกิน 15-20 mg/วัน ดังที่ Thai RDA กำหนด จะสามารถกินเสริมได้ตามปรกติ

สำหรับผู้ที่สังเกตตัวเองแล้วพบว่ามีอาการขาดธาตุสังกะสี แนะนำให้กินก่อนหรือหลังฉีดโบท็อกได้ครับ จะช่วยให้โบท็อกอยู่ได้นานขึ้น อาการดังกล่าวได้แก่ ผมร่วงแตกปลาย, เป็นแผลเรื้อรัง, ผิวแห้งลอก, เป็นผื่นง่าย และเล็บแห้งเปราะหักง่าย

หอยนางรม

ข้อมูลเกี่ยวกับแร่ธาตุสังกะสีในอาหาร

·         หอยนางรม 75 mg/100 g

·         เนื้อสัตว์ อาหารทะเล 1.5-4 mg/100 g

·         ตับ 4-7 mg/100 g

·         ไข่แดง 1.5 mg/100 g

·         ในพืชผักผลไม้ มีปริมาณน้อย และดูดซึมได้ยาก

น่าจะมีคนไทยจำนวนไม่น้อยเลยที่อาจจะขาดแร่ธาตุสังกะสี ในคนที่อายุมากขึ้นก็จะยิ่งเสี่ยงต่อการขาดธาตุสังกะสีมากขึ้นด้วย

ผลจากโบท็อกจะอยู่ได้นานขึ้น  หากกล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้งานต่อเนื่องนาน ๆ เมื่อเวลาผ่านไปขนาดกล้ามเนื้อจะเล็กลง และกลับมาทำงานได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

ในทางตรงข้าม หากยิ้มบ่อย เลิกคิ้วบ่อย หรือเคี้ยวอาหารเหนียวนาน ๆ เกินความไม่จำเป็น ย่อมทำให้กล้ามเนื้อถูกกระตุ้นให้ใช้งานบ่อย จนกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น ทำให้โบท็อกอยู่ได้สั้นลง

9. ฉีดโบท็อกต่อเนื่อง ในระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่บ่อยหรือเว้นห่างเกินไป

·         อย่างต่ำควรเว้น 3เดือน ไม่ฉีดถี่เกินไป และไม่เว้นระยะห่างเกินไป

·         ไม่ควรเว้นเกิน 5-6 เดือน เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อกลับมาทำงานได้ปกติ จนอาจจะต้องใช้ยูนิตของโบท็อกเยอะขึ้น

10. คนไข้ควรรีบขยับเกร็งกล้ามเนื้อที่ฉีดทันที 1-2 ครั้ง หลังจากฉีดโบท็อกในแต่ละจุด

ควรบริหารกล้ามเนื้อทั้งหมดที่ฉีด นานประมาณ 20 นาที หลังจากฉีดเสร็จ

หลังจากนั้น ควรพยายามเปลี่ยนพฤติกรรมโดยขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดให้น้อยลง เช่น พยายามไม่เคี้ยวอาหารเหนียว ๆ เช่น ปลาหมึกแห้ง เนื่องจากถ้าเรากระตุ้นกล้ามเนื้อบ่อย ๆ จะทำให้เซลล์เส้นประสาทงอกขึ้นมาใหม่ได้

และเซลล์ประสาทที่งอกมาก็จะสามารถขยับกล้ามเนื้อได้ แม้โบท็อกจะยังไม่หมดฤทธิ์ก็ตาม

นอกจากนี้ การขยับกล้ามเนื้อยังทำให้โบท็อกส่วนที่ 1 ที่ถูกเก็บไว้ในเซลล์ประสาท สลายไปได้ไวขึ้น เพราะจะไปเพิ่มการไหลเวียนกระแสเลือดในบริเวณนั้น

สรุป ข้อปฏิบัติตัวแต่ละช่วงเวลา ในการฉีดโบท็อก

สรุป-timeline-ข้อปฎิบัติตัวในการฉีดโบท็อก-1
timeline-ข้อปฎิบัติตัวในการฉีดโบท็อก-2

ก่อนฉีดโบท็อก

·         ควรศึกษาข้อมูลวิธีสังเกต โบท็อกแท้ ดังข้อมูลด้านบนใน ข้อ 1. และ ข้อ 2.

·         เลือกฉีดในคลินิกที่ได้มาตรฐาน กับคุณหมอที่มีความเชี่ยวชาญตาม ดังข้อมูลด้านบนใน ข้อ 3, ข้อ 4.

·         เนื่องจาก หลังฉีดจะต้องงดไป 2 อาทิตย์ จึงจะทำหน้าต่อได้ ดังนั้น หากมีคอร์สนวดหน้า ทำหน้า หรือคอร์สเลเซอร์ที่ต้องทำเป็นประจำ ควรถือโอกาสทำมาให้เรียบร้อย ก่อนเข้ารับการฉีดโบท็อก

·         2-3 วันก่อนฉีด ควรงดกินยาในกลุ่มที่ลดการแข็งตัวของเลือดเช่น NSAIDs, แอสไพริน รวมถึงควรงดสครับหน้า เพื่อช่วยลดโอกาสที่จะเกิดอาการเขียวช้ำบริเวณที่ฉีด

·         หากอยากให้โบท็อกออกฤทธิ์ได้ไวขึ้น  ในผู้ที่มีอาการขาดธาตุสังกะสี (ดังข้อมูลด้านบนใน ข้อ 8.) ควรเริ่มกินอาหารที่มีธาตุสังกะสี หรือกินอาหารเสริม ในปริมาณที่ไม่เกิน 20 mg/วัน ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องกินก่อนฉีด สามารถกินหลังฉีดก็ได้เช่นกัน เพราะจะสามารถช่วยให้โบท็อกอยู่ได้นานขึ้น

·         หากคนไข้มีข้อห้ามในการฉีดโบท็อกให้ปรึกษาแพทย์

ระหว่างฉีดโบท็อก

·         หลังฉีดโบท็อกลดกราม รวมถึงในบริเวณอื่น ๆ เสร็จทันที คนไข้ควรรีบขยับเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดทันทีประมาณ 1-2 ครั้ง (ดังข้อ 6.1)

·         หลังจากฉีดเสร็จทั้งหมด คนไข้ควรบริหารกล้ามเนื้อทั้งหมดบริเวณที่ฉีด เช่น เคี้ยวหมากฝรั่ง ยักคิ้ว ขมวดคิ้ว ยิ้มเยอะ ๆ เป็นระยะเวลา 30 นาทีโดยประมาณ

หลังฉีดโบท็อก 3 ชม.

·         เพื่อป้องกันการไปขัดขวางการดูดโบท็อกเข้าเซลล์ประสาท  จึงไม่ควรประคบเย็น ดังในข้อ 6.1

·         งดการก้มหัวลงต่ำกว่าระดับหัวใจ รวมทั้งไม่ควรนอนราบ ดังในข้อ 6.2

หลังฉีดโบท็อก 24 ชม.

·         คนไข้สามารถทาครีมทับบริเวณรอยเข็มได้ รวมถึงแต่งหน้าทับได้ปกติ

หลังฉีดโบท็อก 48 ชม.

·         ถ้าสามารถหลีกเลี่ยงการโดนความร้อนและอาหารต้องห้าม ตามข้อ 7.1, ข้อ 7.2 ได้ ก็จะได้รับผลลัพธ์ที่ดีจากโบท็อก ถึง 90 % จากปรกติแล้ว

หลังฉีดโบท็อก 2-3 วัน

·         คนไข้บางรายจะเริ่มเห็นผล จากการฉีดลดริ้วรอยบางส่วนหลังครบ 2-3 วัน

·         ผลข้างเคียงชนิดไม่อันตราย อาจเกิดขึ้นได้กับคนไข้บางราย เช่น ปวดหัว ตาพร่า คอแห้ง ซึ่งเป็นเพียงแค่ผลข้างเคียงชั่วคราว และสามารถหายไปเองได้ภายใน 7-14 วัน อาการปวดหัวสามารถประคบเย็นได้ ทั้งนี้ หากอาการเป็นมากควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจรักษาต่อไป

หลังฉีดโบท็อก 7-10 วัน

·         หลังฉีดโบ หน้าอาจบวมได้เล็กน้อย ไม่ควรประคบร้อน ซึ่งรอยเขียวช้ำอาจจะยังมีอยู่ และจะค่อย ๆ จางหายไปเองภายในระยะเวลา 14 วัน

หลังฉีดโบท็อก 14 วัน

·         ถ้าสามารถหลีกเลี่ยงความร้อนและอาหารต้องห้าม ตามข้อ 7.1, ข้อ 7.2 ได้จนครบถึง 14 วัน คนไข้ก็จะได้รับผลลัพธ์ที่ดีจากโบท็อกถึง 100% จากปรกติ

·         เมื่อครบ 14 วันก็จะเห็นผลจากการฉีดโบท็อกลดริ้วรอยเกือบเต็มที่แล้ว

·         เมื่อครบ 14 วัน จะเห็นผลจากการฉีดโบท็อกลดกรามคือ กัดกรามจะไม่เด้ง แต่กรามจะยังไม่ยุบลง จะกรามยุบเต็มที่ต้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือน

หลังฉีดโบท็อก 14 วัน จนถึงการฉีดโบท็อกครั้งต่อไป

·         พยายามหลีกเลี่ยงความร้อน และสามารถออกกำลังกายได้ตามปกติ

·         ควรกินอาหารหรืออาหารเสริมที่มีแร่ธาตุสังกะสี ดังในข้อ 8.

·         ควรฉีดโบท็อกอย่างต่อเนื่องในระยะที่เหมาะสม อย่างต่ำควรเว้น 3 เดือน ไม่ฉีดถี่เกินไป และไม่ควรเว้นเกิน 5-6 เดือน (ไม่เว้นระยะห่างนานจนเกินไป) ดังในข้อ 9.

·         ควรเปลี่ยนนิสัยในการขยับกล้ามเนื้อจุดที่ฉีดโบท็อกให้น้อยลง ดังในข้อ 10.

[ข้อห้ามการฉีดโบท็อก] อ้างอิงจาก

https://www.allergan.com/miscellaneous-pages/allergan-pdf-files/botox_med_guide

https://www.drugs.com/drug-interactions/onabotulinumtoxina,botox-index.html

การฉีดโบท็อกมีข้อห้าม แบบที่ไม่สามารถฉีดได้ (Absolute contraindication)

·         ผู้ที่มีปัญหาเรื่อง โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ อาจมีอันตรายถึงชีวิต เช่น โรคถุงลมโป่งพอง โรคหอบหืด

·         ผู้ที่มีปัญหาเรื่อง กล้ามเนื้อในการกลืน

·         ผู้ที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงต่าง ๆ เช่น

–          amyotrophic lateral sclerosis (ALS)

–          Lou Gehrig’s disease

–          myasthenia gravis

–          Lambert-Eaton syndrome

·         ผู้ที่มีอาการติดเชื้อที่ผิวหนังในจุดที่จะฉีดโบท็อก

·         ผู้ที่มีภาวะติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ หรือมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

ข้อห้ามการฉีดโบท็อก แบบที่ควรระวัง

สามารถฉีดได้ แต่จะต้องปรึกษาแพทย์ก่อน

·         ผู้ที่เคยมีประวัติแพ้ส่วนผสมของโบท็อก

ในโบท็อก ประกอบด้วย : Botulinum toxin type A, Human albumin, Sodium chloride

·         ในผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี ยังไม่มีการศึกษาที่รับรองความปลอดภัยของการฉีดโบท็อก

·         สำหรับที่มีอายุอยู่ในช่วง 12-18 ปี มีการศึกษารับรองความปลอดภัยในบางกรณีเท่านั้น ดังนั้น จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อน

ข้อมูลอื่นๆ ที่คนไข้ควรแจ้งแพทย์ให้ทราบ ก่อนฉีดโบท็อก

·         ในการฉีดโบท็อกครั้งก่อน ๆ ที่ผ่านมา คนไข้เคยมีผลข้างเคียงมาก่อน

·         เป็นผู้มีภาวะเลือดหยุดยาก เขียวช้ำง่าย

·         มีกำหนดการที่จะเข้ารับการผ่าตัด

·         คนไข้เคยเข้ารับการผ่าตัดที่ใบหน้ามาก่อน

·         เป็นผู้มีภาวะหนังตาตกอยู่

·         หากเคยทำหัตถการต่าง ๆ ที่เคยทำบนใบหน้ามาก่อน เช่น ร้อยไหม เมโส โบท็อก ฟิลเลอร์ เลเซอร์ชนิดต่าง ๆ

·         เป็นผู้อยู่ในภาวะตั้งครรภ์ ซึ่งในทุกวันนี้ยังไม่มีการศึกษายืนยันว่า โบท็อกเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ไหม

·         เป็นผู้ที่อยู่ในช่วงการให้นมบุตร ซึ่งในทุกวันนี้ยังไม่มีการศึกษายืนยันว่า โบท็อกสามารถผ่านไปทางน้ำนมแม่ได้ไหม

ควรแจ้งแพทย์ให้ทราบ เกี่ยวกับยาที่คนไข้กำลังใช้อยู่ในปัจจุบัน

ยาที่ได้รับพร้อมกับโบท็อกแล้วจะเกิดอันตรายมาก (Major side effect) ได้แก่

กลุ่มยาฆ่าเชื้อ ”แบบฉีด” บางตัว สามารถเสริมฤทธิ์โบท็อกแล้วทำให้เกิดอันตรายได้ จึงห้ามใช้ร่วมกับโบท็อก

amikacin, colistin, polymyxin E, gentamicin, kanamycin, neomycin, netilmicin, plazomicin, polymyxin B, spectinomycin, streptomycin, tobramycin.

กลุ่มยาคลายกล้ามเนื้อ atracurium, cisatracuirum, doxacurium, metocurine, mivacurium, pancuronium, pipecuronium, rapacuronium, rocuronium, succinylcholine, tubocurarine, vecuronium.

ยาฆ่าเชื้อและยาคลายกล้ามเนื้อที่อยู่นอกเหนือจากรายการข้างต้นนี้ สามารถใช้ร่วมกันกับโบท็อกได้โดยไม่อันตราย

กลุ่มยาที่ใช้ร่วมกับโบท็อกแล้วอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงในระดับปานกลาง แต่ไม่เป็นอันตราย เช่น ตาพร่า ปากแห้ง รอยช้ำ (ถ้าอาการรุนแรงก็สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อปรับชนิดยาที่ใช้ได้ครับ) ได้แก่ กลุ่มยาต้านเกร็ดเลือด, กลุ่มยาแก้แพ้ แก้หวัด และกลุ่มยานอนหลับ

ถ้าจะรับยาตัวอื่นเพิ่มเติม หลังฉีดโบท็อกไปในระยะ 4 เดือน คนไข้ต้องแจ้งแพทย์ที่จะจ่ายยาให้ทราบด้วยว่าเพิ่งฉีดโบท็อกมา

ตัวอย่างผลการปรับรูปหน้า โดยทีมแพทย์ V Square Clinic

ตัวอย่างรีวิว ผลการรักษาด้วยโบท็อกลดกรามหน้าเรียว และเมโสแฟตลดแก้ม

โบท็อกลดกราม-100-unit

ตัวอย่างรีวิว ผลการรักษาด้วยโบท็อกลดกราม 100 Unit

เอกสารอ้างอิง

1. Mark Hallett. (2015). Explanation of Timing of Botulinum Neurotoxin Effects, Onset and Duration, and Clinical Ways of Influencing Them. แหล่งข้อมูล:https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4658210/?report=classic

2. Briefel RR, Bialostosky K, Kennedy-Stephenson J, McDowell MA, Ervin RB, Wright JD. (1988-1994). Zinc intake of the U.S. population: findings from the third National Health and Nutrition Examination Survey, The Journal of nutrition. 2000 May;130(5S Suppl):1367S–73S.

3. นพ. วัลลภ พรเรืองวงศ์. (2522). พบคนไทยเสี่ยงขาดธาตุสังกะสี(zinc). แหล่งข้อมูล:https://www.gotoknow.org/posts/304343

4. Flynn TC. Am J Clin Dermato. (2010). Botulinum toxin: examining duration of effect in facial aesthetic applications. แหล่งข้อมูล:https://www.ncbi.nlm.nih.gov/m/pubmed/20369902/

5. Eleopra R, Tugnoli V, De Grandis D, (1997).The variability in the clinical effect induced by botulinum toxin type A: the role of muscle activity in humans. Mov Disord 12(1) 89–94.

6. Simpson L, (2013). The life history of a botulinum toxin molecule. Toxicon Jun 68:40–59.

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.vsquareclinic.com/