
ไฮยาลูรอน กุญแจสำคัญสู่ผิวชุ่มชื้น ดูอ่อนเยาว์
ไฮยาลูรอนหรือกรดไฮยาลูรอนิค น่าจะเป็นคำที่หลายคนคุ้นหู ทั้งจากวงการความงามและตามโฆษณาครีมต่าง ๆ แต่ทราบหรือไม่ว่าจริง ๆ แล้วกรดไฮยาลูรอน คืออะไร ? มีประโยชน์อย่างไร ? มีสรรพคุณสร้างความชุ่มชื้น ชะลอความแก่ ต้านอนุมูลอิสระได้จริงหรือไม่ ? หมอมีคำตอบในบทความนี้ครับ
สารบัญ ไฮยาลูรอน (Hyaluronic Acid)
ไฮยาลูรอน (Hyaluronic Acid) คืออะไร ?
กรดไฮยาลูรอน หรือ กรดไฮยาลูรอนิค (Hyaluronic Acid) เรียกกันสั้น ๆ ว่า “HA” เป็นสารธรรมชาติชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในร่างกายมนุษย์ โดยบริเวณดวงตาและข้อต่อจะพบว่ามี HA เข้มข้นสูงสุด มีส่วนสำคัญในการเพิ่มความต้านทานต่อการเสียดสี โดยเฉพาะที่ข้อต่อ ข้อเข่า

แม้กรดไฮยาลูรอนจะมีอยู่ในร่างกาย แต่ร่างกายของเราจะผลิตสาร Hyaluronic Acid รวมถึง Collagen และ Elastin ได้น้อยและช้าลง เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นครับ ส่งผลให้เกิดริ้วรอยและความหย่อนคล้อยบนใบหน้า ซึ่งจะเริ่มเสื่อมตามวัยเมื่ออายุ 20 ปีขึ้นไป

ในทางการแพทย์จึงได้มีการคิดค้น “กรดไฮยาลูรอนสังเคราะห์” (Synthesized Hyaluronic Acid) เพื่อใช้ทดแทนไฮยาลูโรนิค เอซิด ที่ร่างกายสร้างขึ้น เพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและการแพทย์ เช่น ฟิลเลอร์ ที่เรารู้จักกันดี โดยคุณสมบัติเด่นของ ไฮยาลูรอนสังเคราะห์ คือสามารถอุ้มน้ำได้ดี ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น รักษาความชุ่มชื้น ป้องกันริ้วรอยบนผิวหนัง เช่น ริ้วรอยที่ร่องแก้มและบริเวณรอบดวงตา ที่มักปรากฏชัดขึ้นบนใบหน้า จากการแสดงสีหน้า อารมณ์ การขมวดคิ้ว รวมถึงมีการนำไฮยาลูรอนมาใช้สำหรับโรคข้อต่าง ๆ ด้วยครับ

ไฮยาลูรอนมีประโยชน์อย่างไร ?
ประโยชน์ของกรดไฮยาลูรอน มีหลากหลายด้าน โดยเฉพาะในเรื่องความงามและการดูแลผิวพรรณ โดยมีคุณสมบัติหลักในการให้ความชุ่มชื้น ช่วยลดเลือนริ้วรอย
ไฮยาลูรอนมีประโยชน์ในการเติมเต็ม ลดริ้วรอยร่องลึก
ไฮยาลูรอนมีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้มาก จึงช่วยทำให้ผิวมีความชุ่มชื้นและเต่งตึง สามารถเก็บกักความชุ่มชื้นไว้บนผิวหนัง ทำให้ผิวไม่แห้ง เรียบเนียน มีความยืดหยุ่นและป้องกันการเกิดริ้วรอยในอนาคตได้ ที่นิยมมากปัจจุบันคือ การนำมาใช้ในวงการเสริมความงามอย่างฟิลเลอร์ (Filler) เติมเต็มริ้วรอยร่องลึก เช่น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา เสริมคาง ปรับรูปหน้า เป็นต้น
ไฮยาลูรอนมีประโยชน์ในเรื่องริ้วรอย
ไฮยาลูรอนมีประโยชน์ในการช่วยเพิ่มการนำสารอาหารเข้าสู่เซลล์ผิว (ในส่วนที่ไม่ได้ติดต่อกับเส้นเลือดโดยตรง) ช่วยบำรุงผิว (Skincare) ทำให้ผิวดูเต่งตึง มีชีวิตชีวา ผิวดูอิ่มน้ำและเรียบเนียนขึ้น ลดเลือนริ้วรอยต่าง ๆ
ไฮยาลูรอนมีประโยชน์ในเรื่องความชุ่มชื้น
ไฮยาลูรอนสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินได้ ช่วยทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นและกระชับ ช่วยลดการสร้างอนุมูลอิสระ และกรองรังสี UV ที่จะทำร้ายผิว มักใช้เป็นส่วนประกอบในครีม เจล โลชั่น แชมพู ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น
ไฮยาลูรอนมีประโยชน์ในเรื่องการรักษาโรคบางชนิด
- ช่วยเรื่องการสมานผิว รักษาบาดแผล (Wound Healing) และฟื้นฟูผิวได้เร็วยิ่งขึ้น กรดไฮยาลูรอนจะช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของเซลล์ผิวหนัง ให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้นถึง 80%
- บรรเทาอาการข้อเสื่อม (Osteoarthritis) ช่วยลดการเสียดสีของข้อต่อและบรรเทาอาการปวด นำไปใช้ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหรือยา ช่วยลดอาการปวดข้อ ลดการอักเสบ ป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก เป็นยารักษาโรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis of the knee) และภาวะอักเสบรอบข้อไหล่ (Scapulohumeral periarthritis)
- การผ่าตัดตา (Ophthalmology) ใช้เป็นสารหล่อลื่นระหว่างการผ่าตัดตา รวมถึงยาหยอดตาที่ส่วนผสมของไฮยาลูรอน สามารถช่วยบรรเทาอาการตาแห้ง ลดอาการตาแห้งและช่วยให้ดวงตาสบายขึ้น
- ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ (Tissue Repair) ช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อในร่างกาย เช่น ใช้เป็นเจลรักษาแผลในปาก หรือช่วยสมานแผลและบรรเทาอาการแผลไฟไหม้
ไฮยาลูรอน มีกี่ประเภท ?
กรดไฮยาลูรอนที่ได้จากการสังเคราะห์ แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ตามขนาดของโมเลกุล
- High Molecular Weight HA ไฮยาลูรอนสายยาว มีขนาดโมเลกุลใหญ่ ซึมเข้าสู่ผิวไม่ได้ แต่จะเคลือบอยู่บนผิวช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น และป้องกันการสูญเสียน้ำของผิว
- Medium Molecular Weight HA ไฮยาลูรอนสายกลาง มีโมเลกุลขนาดกลาง สามารถซึมเข้าได้ถึงชั้นผิวหนังกำพร้า (Epidermis) ช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้น ดูอิ่มฟู
- Low Molecular Weight HA ไฮยาลูรอนสายสั้น มีขนาดโมเลกุลเล็กที่สุด สามารถซึมเข้าสู่ชั้นผิวได้ลึก ช่วยกระตุ้นสร้างไฮยาลูรอน เพิ่มความชุ่มชื้นจากภายใน ทำให้ผิวดูเรียบเนียนและกระชับ เหมาะสำหรับการฟื้นฟูผิวในระยะยาว
ชนิดของไฮยาลูรอน
นอกจาก Hyaluronic Acid ยังมีไฮยาลูรอนชนิดอื่น ๆ เช่น
- Hydrolyzed Hyaluronic Acid ช่วยรักษาและเพิ่มความชุ่มชื้นภายในผิว เหมาะกับผู้ที่มีผิวมันหรือผิวผสม
- Sodium Hyaluronate ช่วยดึงน้ำจากภายนอกเข้าสู่ผิวและช่วยสร้างฟิล์มบนผิวเพื่อป้องกันการระเหยออกของน้ำ มักจะเป็นส่วนผสมในเซรั่ม เหมาะกับผิวธรรมดาที่ไม่ได้ต้องการการบำรุงมาก
- Sodium Hyaluronate Crosspolymer ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นที่ผิวชั้นนอกได้ดี ป้องกันน้ำระเหยออกจากผิว โดยการสร้างฟิล์มให้ความชุ่มชื้น
- Sodium Acetylated Hyaluronate ช่วยทำให้ความชุ่มชื้นเกาะติดที่ผิวได้ดี เหมาะกับคนที่มีผิวแห้ง ต้องการความชุ่มชื้นมาก
- Potassium Hyaluronate เพิ่มความชุ่มชื้นจากผิวด้านในไปยังผิวด้านนอก รักษาระดับความชุ่มชื้นในชั้นผิว
- Hydroxypropyltrimonium Hyaluronate ช่วยสร้างชั้นฟิล์มเคลือบผิว เพื่อกักเก็บน้ำ รักษาความชุ่มชื้น
- Hydrolyzed Sodium Hyaluronate โมเลกุลขนาดเล็กมาก ให้ความชุ่มชื้นเข้าสู่ภายในผิวได้ลึกถึงชั้น Epidermis และ Dermis ป้องกันการสูญเสียความชุ่มชื้นจากภายใน
กระบวนการทำงานของไฮยาลูรอน
กรดไฮยาลูรอนจัดอยู่ในกลุ่มสารประกอบที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ (Polymer) ที่สามารถเชื่อมโยงองค์ประกอบทางเคมีอื่น ๆ ช่วยดึงดูดและจับกับโมเลกุลของน้ำและเพิ่มปริมาณน้ำในผิวหนัง เพิ่มความชุ่มชื้นโดยไม่เพิ่มความมันบนผิวชั้นนอก

ไฮยาลูรอนจะคอยยึดคอลลาเจนไว้ด้วยกัน ซึ่งคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบสำคัญของผิวหนัง ผม เล็บ กระดูก ข้อต่อ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น จะพบกระจายอยู่ทั่วไปในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เนื้อเยื่อบุผิว เนื้อเยื่อประสาท
นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่ม Aquaporin-3 ซึ่งเป็นช่องทางการไหลของน้ำสู่ผิว ทำให้ผิวชุ่มชื้น และควบคุมการยืดหยุ่นของผิวให้ดียิ่งขึ้น
เปรียบเทียบไฮยาลูรอนกับสารบำรุงชนิดอื่น
โดยทั่วไปในครีมหรือเซรั่มต่าง ๆ จะมีการผสมสารบำรุงต่าง ๆ ที่ก็จะออกฤทธิ์หรือให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไปครับ หมอจะยกตัวอย่างสารตัวที่เห็นบ่อย ๆ ว่ามีประโยชน์อย่างไร ต่างกับไฮยาลูรอนไหม
- Aquaporin ช่วยเติมน้ำให้ผิว รักษาระดับความชุ่มชื้นเพื่อให้ผิวเนียนนุ่มและมีความยืดหยุ่น
- Glycerol มีคุณสมบัติในการดูดหรือกักเก็บความชื้นเข้าสู่ผิว ช่วยให้สารบำรุงอื่น ๆ ซึมเข้าสู่ชั้นผิวได้ดีขึ้น และกระตุ้น การทำงานของ Aquaporin
- Retinol สารในกลุ่มอนุพันธ์ของวิตามิน A ตัวนี้จะพบบ่อย ๆ ในครีมลดเลือนริ้วรอย (Anti-Aging) กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยผลัดเซลล์ผิว ลดการอุดตันของรูขุมขน ลดสิว
- Arbutin ช่วยลดเม็ดสี แก้ปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำ ทำให้ผิวกระจ่างใส สม่ำเสมอมากขึ้น
- Vitamin มีหลายชนิด เช่น วิตามิน C, วิตามิน E ช่วยเรื่องบำรุงผิวหน้า ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันแสงแดด ทำให้ผิวกระจ่างใส มีน้ำมีนวล
จะเห็นได้ว่าสารบำรุงแต่ละตัวก็จะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องที่แตกต่างกันไปครับ การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนมีปัญหาแบบไหน สภาพผิวเป็นอย่างไร แต่ไฮยาลูรอน ถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญของโครงสร้างผิว ทำให้เนื้อเยื่อเติบโตได้ และช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหาย

สำหรับคนที่ต้องการงานผิว ความชุ่มชื้นถือเป็นสิ่งสำคัญครับ เพราะผิวที่แห้งกร้าน นอกจากจะทำให้ผิวไม่เรียบเนียน มีรูขุมขนกว้าง ยังทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ เสี่ยงต่อการถูกทำลายจากสภาพแวดล้อมภายนอก ซึ่งนำไปสู่ปัญหาผิวอื่น ๆ เช่น สิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ หรือริ้วรอย
กรดไฮยาลูรอนนำมาใช้อะไรได้บ้าง ?

- เป็นส่วนผสมของครีมบำรุง/เซรั่ม
ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าในครีมหรือเซรั่มหลาย ๆ ตัว ทั้งครีมบำรุงผิว Eye Cream มักมีส่วนประกอบของไฮยาลูรอน ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่นและมอยเจอร์ไรเซอร์ (Moisturizer) ให้แก่ผิว โดยมีการพัฒนาทำให้กรดไฮยาลูรอนมีขนาดโมเลกุลเล็กลงจนสามารถซึมเข้าสู่ผิวได้จากภายนอกครับ
- Sheet Mask สำหรับมาสก์หน้า
การมาสก์หน้า จะช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิว กำจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายออก ในมาสก์หน้าที่มีส่วนผสมของ ้hyaluronic acid จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น กักเก็บน้ำไว้ในผิว
- Cleanser
ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าหลาย ๆ ตัวก็มีส่วนผสมของ hyaluronic acid ช่วยทำสามารถทำความสะอาดผิวได้อย่างอ่อนโยน ผิวไม่แห้ง ไม่ตึง หรือสูญเสียความชุ่มชื้นไป
- Lip Treatment
ริมฝีปากเป็นอีกหนึ่งจุดที่บอบบางและแห้งแตกง่าย ในลิปบำรุงที่มีไฮยาลูรอน จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก ทำให้ริมฝีปากนุ่มและเรียบเรียน
- การฉีดฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์ก็เป็นสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูรอนอีกชนิดหนึ่งครับ มีลักษณะเป็นเนื้อเจล ใช้ฉีดเพื่อเสริมชั้นกระดูก ส่วนที่เนื้อยุบลงไปจากอายุที่มากขึ้น ลดริ้วรอย หรือจะใช้เสริมส่วนที่มีปัญหาบนใบหน้า เช่น เสริมคาง เสริมขมับ เสริมหน้าผาก
ถ้าเทียบกับการทาครีมที่มีกรดไฮยาลูรอนแบบทั่วไปแล้ว การฉีดฟิลเลอร์ เป็นวิธีลดริ้วรอย ปรับรูปหน้าแบบเร่งด่วน แก้ปัญหาได้ตรงจุดและเห็นผลลัพธ์ดีกว่ามากครับ
บทความแนะนำ
ฟิลเลอร์สามารถใช้ฉีดได้หลายจุดบนใบหน้า 7 จุด ที่ฉีดแล้วเห็นผลชัดเจนที่สุด ได้แก่ ฟิลเลอร์ใต้ตา ฟิลเลอร์คาง ฟิลเลอร์ร่องแก้ม ฟิลเลอร์หน้าผาก ฟิลเลอร์ขมับ ฟิลเลอร์ปาก ฟิลเลอร์จมูก
โดยแต่ละตำแหน่ง ราคาก็จะแตกต่างกันไปตามปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้ รุ่น/ยี่ห้อฟิลเลอร์ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ฉีดฟิลเลอร์ราคา โปรโมชั่นสุดคุ้ม พร้อมข้อควรรู้ก่อนฉีดฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อ


ไฮยาลูรอน กินได้ไหม ? สามารถกินได้ครับ ไฮยาลูรอน (Hyaluronic Acid) มีอยู่ในส่วนผสมของอาหารเสริม วิตามิน หรือตัวยาต่าง ๆ ที่ช่วยในการรักษาโรคด้วย
วิธีการเลือกใช้ไฮยาลูรอนให้เหมาะกับตนเอง
กรดไฮยาลูรอน ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของโครงสร้างผิว โดยเฉพาะเรื่องความชุ่มชื้นและริ้วรอย สำหรับคนไข้ที่มีปัญหาริ้วรอย ร่องลึก หรือผิวแห้งมาก
การเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไฮยาลูรอนควรเลือกตัวที่เหมาะกับปัญหาผิวของตัวเอง เพราะแต่ละคนมีลักษณะผิวไม่เหมือนกัน เช่น
- คนที่มีผิวแห้ง ขาดความยืดหยุ่น ต้องการความชุ่มชื้นมาก ควรใช้เป็นไฮยาลูรอนที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่ ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นบนผิวได้ดี
- คนที่มีผิวผสม ผิวมัน ควรใช้เป็นไฮยาลูรอนที่มีขนาดโมเลกุลเล็ก เนื่องจากจะไม่ทำให้ผิวมันเพิ่มขึ้นและช่วยควบคุมความชุ่มชื้นได้ดี
นอกจากนี้การเลือกใช้ควรดูส่วนผสมอื่น ๆ ประกอบ โดยเฉพาะในครีมที่มีสารอื่น ๆ อยู่ด้วยว่ามีสารที่แพ้หรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคืองผิวภายหลัง
ไฮยาลูรอน อันตรายไหม ?
โดยทั่วไปแล้ว ไฮยาลูรอน (Hyaluronic Acid) ถือว่าค่อนข้างปลอดภัยเมื่อใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ทั้งการทาบนผิวหนังหรือฉีดเข้าสู่ร่างกาย
ปัจจุบันมีการใช้ไฮยาลูรอนอย่างกว้างขวางและเป็นสารที่มีการนำมาใช้กันยาวนาน เนื่องจากเป็นโมเลกุลของน้ำตาลชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า Polysaccharide ที่มีอยู่ในเนื้อเยื่อของร่างกาย อธิบายง่าย ๆ คือ ร่างกายมนุษย์เรามีไฮยาลูรอนอยู่แล้ว จึงไม่ใช่สารที่อันตรายต่อร่างกายครับ แม้ว่าจะเป็นไฮยาลูรอนสังเคราะห์
อีกทั้งองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA) ได้อนุมัติว่าไฮยาลูรอน เป็นสารที่มีความปลอดภัย
ปัจจุบันมีการผลิตภัณฑ์ไฮยาลูรอนที่ได้รับความนิยมอย่างฟิลเลอร์สารเติมเต็ม ถูกผลิตออกมาจากหลายประเทศครับ ซึ่งฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อก็จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในบทความ ฟิลเลอร์ยี่ห้อไหนดีที่สุด เหมาะกับบริเวณใด ?
การใช้ไฮยาลูรอนมีโอกาสที่จะแพ้ไหม ?
เนื่องจากไฮยาลูรอนเป็นสารที่มีอยู่ในร่างกายตามธรรมชาติตามที่หมออธิบายไว้ข้างต้น จึงจะไม่ทำให้เกิดการแพ้ครับ
สำหรับในบางเคสที่พบปัญหาหรือผลข้างเคียงหลังใช้ มีผื่น แดง อาจเกิดจากปัจจัยอื่น อย่างการแพ้สารกันบูดที่ผสมมาในผลิตภัณฑ์ หรือแพ้สารใด ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างขั้นตอนการผลิตที่ทำให้เกิดการระคายเคืองได้ โดยเฉพาะในครีม เซรั่ม ที่อาจมีส่วนผสมของสารอื่น ๆ เช่น น้ำหอม แอลกอฮอล์
การฉีดสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูรอน มีผลข้างเคียงหรือไม่ ?
การใช้ไฮยาลูรอนแท้ที่ผ่านการรับรอง ไม่มีผลข้างเคียงที่อันตรายครับ แต่ถ้าฉีดฟิลเลอร์แล้วมี อาการแพ้ฟิลเลอร์ อาจเกิดจากการสังเคราะห์ ไฮยาลูโรนิค เอซิด ซึ่งได้มาจากการสกัดแบคทีเรีย Bacillus subtilis ในผู้ใช้บางรายมีอาการแพ้ยาจากโปรตีนของแบคทีเรียที่ใช้สังเคราะห์ไฮยาลูรอน
ดังนั้นก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ใด ๆ ควรตรวจสอบส่วนประกอบ และห้ามใช้กับสตรีมีครรภ์ และเด็กครับ
ข้อควรระวังของการใช้ไฮยาลูรอน
ข้อระวังในการใช้ไฮยาลูรอน คือต้องตรวจสอบส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ให้ละเอียดว่ามีส่วนผสมอื่นที่แพ้หรือไม่ และควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน ผ่านการตรวจสอบและรับรองจากอย.ว่ามีความปลอดภัย
ไฮยาลูรอนมีผลต่อริ้วรอยอย่างไร ?
เมื่ออายุมากขึ้นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างผิว ทั้งคอลลาเจนและไฮยาลูโรนิค เอซิด จะลดลงเรื่อยๆ ตามวัย ทำให้ผิวเริ่มสูญเสียความแข็งแรง ความชุ่มชื้น ความกระชับและยืดหยุ่น รวมไปถึงความหนาแน่นของเซลล์บนผิวหน้า สิ่งที่จะตามมา คือ ริ้วรอยที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้หน้าดูมีอายุ ไฮยาลูรอนจึงมีความสัมพันธ์อย่างยิ่ง ต่อริ้วรอยที่เกิดขึ้นบนผิวหนัง

ไฮยาลูรอนหรือกรดไฮยาลูโรนิค โดยธรรมชาติแล้วจะสามารถละลายน้ำได้ และร่างกายสามารถสร้างขึ้นได้ใหม่ โดยจะมีอายุอยู่ได้ประมาณ 24 วันตามสภาพร่างกาย แต่ไฮยาลูรอนจะหมดอายุ หรืออายุสั้นลงด้วยภาวะของความเครียดและอายุที่มากขึ้นครับ
คุณสมบัติที่สำคัญของกรดไฮยาลูรอน Hyaluronic acid (HA)
- ไฮยาลูรอน มีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ดีมาก แนะนำให้ใส่ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ที่ความเข้มข้น 0.25% ถึง 2.00% ทั้งในครีมบำรุง และเครื่องสำอางหลากหลายรูปแบบ
- ไฮยาลูรอน ช่วยกรองรังสี UV ที่เป็นต้นเหตุทำให้ผิวหนังคล้ำเสีย และเป็นริ้วรอยก่อนวัย
- ไฮยาลูรอน ช่วยลดการสร้างอนุมูลอิสระ
- ไฮยาลูรอน ช่วยตรึงคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิวหนังแท้
- ไฮยาลูรอน ที่มีโมเลกุลใหญ่สามารถใช้เติมเต็มชั้นผิวได้
ไฮยาลูรอนช่วยอะไรได้บ้าง ?
ไฮยาลูรอน เป็นสารสำคัญที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นในชั้นผิว ทำให้คอลลาเจนและอิลาสตินทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการฟื้นฟูและปรับสภาพผิวที่ถูกทำลายจากแสงแดดและมลภาวะ รวมถึงเป็นตัวช่วยสำคัญในกระบวนการสมานแผล บรรเทาอาการอักเสบ และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ หรือเกิดรอยแผลเป็น
ใครบ้างที่เหมาะกับการใช้ไฮยาลูรอน ?
การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไฮยาลูรอนสังเคราะห์ทั้งครีม เซรั่มและฟิลเลอร์ เหมาะกับคนที่มีปัญหาผิว ดังนี้
- ผิวแห้งมาก ขาดความชุ่มชื้น
- มีริ้วรอย ความหย่อนคล้อยบนผิว หน้าเหี่ยวย่น
- มีร่องลึก และส่วนที่เนื้อยุบลงจากอายุที่มากขึ้น
- เสริมคาง หน้าผาก ขมับ ด้วยฟิลเลอร์โดยไม่ต้องผ่าตัด
- อยากรักษาสภาพผิวให้คงความอ่อนวัย และช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย
FAQ คำถามที่บ่อยเกี่ยวกับ ไฮยาลูรอน
1.สามารถเพิ่มไฮยาลูรอนในร่างกายตามธรรมชาติ ด้วยวิธีใดได้บ้าง ?
รับประทานอาหารที่มีแมกนีเซียม สามารถช่วยผลิตไฮยาลูรอนในร่างกายตามธรรมชาติ เช่น ถั่วเหลือง อัลมอนด์ บรอกโคลี มันเทศ และดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
2.ไฮยาลูรอนควรเริ่มใช้ในช่วงอายุเท่าไหร่ ?
เมื่ออายุ 20 ปีขึ้นไปเมื่อร่างกายเริ่มผลิตไฮยาลูรอนตามธรรมชาติลดลง การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไฮยาลูรอนตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวและป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัย
3.สามารถใช้ไฮยาลูรอนร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่นได้หรือไม่ ?
ไฮยาลูรอนสามารถใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอื่น ๆ ตามปัญหาผิวของแต่ละคนได้ เช่น วิตามินซี เรตินอล แต่ควรศึกษาข้อมูลและเรียงลำดับการใช้อย่างเหมาะสม
สรุป Hyaluronic acid เลือกใช้อย่างไร ให้เห็นผลลัพธ์ไวที่สุด ?
อย่างที่เขียนไปข้างต้นครับ ปัจจุบันไฮยาลูรอน มีการนำมาใช้หลายรูปแบบ เช่น ใช้เป็นส่วนผสมหลักของเซรั่ม ครีม ยาแบบรับประทาน หรืออยู่ในรูปแบบสารเติมเต็มอย่างฟิลเลอร์
สำหรับใครที่ต้องการปรับรูปหน้า ลดริ้วรอย เติมเต็มร่องลึก ปรับสภาพผิว เพิ่มความชุ่มชื้นแบบเร่งด่วน ก็สามารถเลือกการเติมฟิลเลอร์ได้เลย เห็นผลได้ไว ชัดเจน แต่ก็ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ ในคลินิกที่ได้มาตรฐาน มั่นใจว่าใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ผ่าน อย. และมีความปลอดภัยครับ
อ้างอิง


Pingback: ฟิลเลอร์ คืออะไร ? อันตรายหรือไม่ พร้อมเผย การดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์
Pingback: ฟิลเลอร์ อันตรายไหม ? สิ่งที่ควรระวัง มีเรื่องไหนบ้าง มาฟังคำตอบได้ที่นี่ !
Pingback: การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา อันตรายหรือไม่ มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร ? อยากสวยต้องอ่าน !