Reading Time: 2 minutes

ฟิลเลอร์ ใต้ตา

ทุกคนเมื่ออายุมากขึ้น โครงสร้างใบหน้าก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ การจะดูแลใบหน้าด้วยการล้างหน้าทาครีมอย่างเดียว อาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป..

“การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา” จึงเป็นตัวช่วย เพื่อเรียกคืน ความอ่อนเยาว์ให้กับใบหน้า และใต้ตาที่ดูสดใส ในบทความนี้ เราจะมารู้จักกับ การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา จากรีวิวของผู้มีประสบการณ์ การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ครับ

เลือกอ่านหัวข้อการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

ฟิลเลอร์ใต้ตา คืออะไร ?

อายุที่มากขึ้น ทำให้โครงสร้างของใบหน้าและผิวใต้ตาเกิดการเปลี่ยนแปลง หลายคนกระดูกโครงหน้าจะยุบลง กล้ามเนื้อจะน้อยลง เกิดเป็นร่องรอยตรงส่วนใต้ตา และอาจทำให้หน้าดูหย่อยคล้อย และโทรม  ซึ่งปัญหานี้สามารถเกิดได้กับทุกคน เมื่ออายุผ่าน 25 ปีไปแล้ว

การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาก็คือ การฉีดคอลลาเจน “ Hyaluronic Acid : HA” หรือที่เราเรียกกันว่า ฟิลเลอร์ เข้าไปในส่วนของใต้ตา เพื่อเติมเต็มรอยใต้ตา ให้ดูมีน้ำมีนวลขึ้น ร่องลึกดูตื้นขึ้น ริ้วรอยลดลง และทำให้หน้าดูเด็กลงนั่นเอง

จากประสบการณ์ของการฉีดฟิลเลอร์ สามารถบอกได้ว่า ใต้ตาจะเป็นจุดแรกของใบหน้าที่จะยุบตัวลงตามวัย และเป็นจุดแรกที่หมอแนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์ การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ช่วยให้ใบหน้าดูเด็กลง อย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุด และเวลาที่เราต้องการฉีด ฟิลเลอร์ที่ส่วนอื่นๆเราก็ควรจะฉีดใต้ตาด้วย เพื่อให้ใบหน้ามีความสมดุล

แพทย์จะช่วยประเมินความเหมาะสมของคนไข้แต่ละราย สำหรับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา  หลังจากปรึกษากับแพทย์แล้ว ก็สามารถหาเวลาเข้าไปฉีดได้เลย เพราะทำง่าย ใช้เวลาไม่นาน รอยรูเข็มเล็กมาก และไม่มีอาการบวม  จากนั้น ประมาณ 2-4 สัปดาห์ แพทย์จะนัดมาติดตามผล เพื่อดูว่าต้องเติมส่วนไหนอีกบ้าง จนกว่าหน้าจะเข้ารูปที่เราต้องการ

รีวิวฉีดฟิลเลอร์ ใต้ตา

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา อันตรายหรือไม่?

หลายคนเคยได้ยินว่าการ ฉีดฟิลเลอร์อันตราย เช่น ฟิลเลอร์ไม่บริสุทธ์ มีสารตกค้างในร่างกาย มีการใช้ฟิลเลอร์ปลอม ซึ่งเรื่องเหล่านี้ในปัจจุบันมีน้อยมาก และยังเป็นปัจจัยที่เราสามารถควบคุมได้ คนไข้สามารถศึกษา หาข้อมูล อ่านรีวิว ตัวฟิลเลอร์ที่เราจะฉีด ข้อมูลของคลินิก และแพทย์ที่จะไปทำ

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เราสามารถหาได้ไม่ยาก และมีการเปรียบเทียบข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต หากว่าฟิลเลอร์ที่จะฉีดเป็นฟิลเลอร์แท้ แทบจะไม่ต้องกังวลเรื่องอันตรายจากตัวฟิลเลอร์เลย เพราะเมื่อฉีดฟิลเลอร์เข้าร่างกาย ฟิลเลอร์แท้จะสามารถสลายเองได้ 100% พูดง่ายๆว่า การฉีดฟิลเลอร์ไม่ได้เป็นเรื่องน่ากลัวหรืออันตรายอีกต่อไป หากเลือกใช้ฟิลเลอร์แท้ในการฉีด

#อีกหนึ่งผลงานสำหรับการเข้ามาฉีดฟิลเลอร์ ใต้ตา

หากใช้ฟิลเลอร์ปลอมผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ? และมีวิธีแก้ไขอย่างไรบ้าง

แบบที่ 1 แบบที่ไม่สลาย

กรณีที่ฉีดฟิลเลอร์ปลอมเข้าไป จะเกิดเป็นรูปร่างคล้ายเป็นซิลิโคน ช่วงแรกในตอนฉีดก็จะนิ่มเหมือน  ฟิลเลอร์แท้แบบปกติ แต่พอผ่านไป 1-2 ปี ก็จะเริ่มแข็งขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นไตแข็งๆ ฟิลเลอร์ปลอมเมื่อยิ่งนานไป น้ำหนักก้อนไตก็จะเยอะขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ไม่คงอยู่ที่เดิม มีการเคลื่อนตัว และจะทำให้รูปหน้าของผู้ที่ฉีดเกิดการผิดรูป สุดท้ายก็ต้องไปผ่าตัดขูดออก

แบบที่ 2 แบบที่ไม่บริสุทธิ์ จะใกล้เคียงกับฟิลเลอร์แท้

ฟิลเลอร์ไม่บริสุทธิ์ ตัวนี้คล้ายกับฟิลเลอร์ของแท้มาก แต่สิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลย ก็คือ สลายออกไม่หมด ส่วนมากฟิลเลอร์พวกนี้จะอยู่ได้ไม่นาน ต้องถูกฉีดเข้ามาเติมบ่อยๆ แต่ก็มีโอกาส เป็นก้อนไตแข็งได้เหมือนกัน ซึ่งแบบนี้ราคาก็จะสูงกว่าแบบแรก (แต่ก็ยังถูกกว่าของแท้)

แบบที่ 3 ฟิลเลอร์ปลอมที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน(สลายไว)

ฟิลเลอร์  ปลอมที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน(สลายไว)ตัวนี้ สามารถสลายหมดได้ แต่อาจจะอยู่ได้ไม่ถึง 6 เดือน ซึ่งถ้าลูกค้าท่านไหน เคยลองไปฉีดฟิลเลอร์ตัวนี้แล้ว ก็จะรู้สึกได้ทันทีเลยว่า จะต้องไปเติมบ่อยๆหมายถึง คนไข้จะต้องเสียเงินแบบไม่รู้จบซึ่งการฉีดฟิลเลอร์ แบบที่ 3 ดูแล้วเหมือนจะราคาถูก แต่ถ้าคิดแบบรวมๆจะแพงกว่าฉีดฟิลเลอร์ของแท้

ดังนั้นหากคิดจะฉีดฟิลเลอร์ ควรปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะมีหลายเคสมากที่ฉีดออกมาแล้วหน้าผิดรูปบ้าง ดังนั้นถ้าอยากสวย ต้องใส่ใจเรื่องคุณภาพ และมาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

เลือกฟิลเลอร์ใต้ตาตัวไหนถึงจะได้ผลดี ? สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน

การเลือกว่า ควรจะฉีดฟิลเลอร์ตัวไหน ต้องคำนึงถึงตำแหน่งที่เราต้องการฉีดเป็นสำคัญ ซึ่งสำหรับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ผิวค่อนข้างบาง เราควรจะเลือกฉีดฟิลเลอร์ที่ทำให้ผิวไม่ฟูมากจนเกินไป จนทำให้ใต้ตาดูบวม

การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ควรฉีดให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุดถึงจะออกมาสวย เพราะถ้าเราใช้ฟีลเลอร์รุ่นที่อุ้มน้ำมากอย่างเช่น Juvederm ultra plus xc จะทำให้ผิวดูฟูเยอะเกินไปอาจทำให้ใบหน้าดูบวมผิดธรรมชาติได้ ซึ่งฟิลเลอร์รุ่นนี้จะเหมาะกับการฉีดร่องแก้ม หรือ ขมับมากกว่า  

สำหรับฟิลเลอร์ที่เหมาะสมและนิยมสำหรับใช้ฉีดใต้ตากันมากที่สุด ก็จะมีอยู่ 2 ตัวคือ Restylane กับ Juvederm โดยฟิลเลอร์ทั้งสองตัวนี้จะมีลักษณะโมเลกุลที่ใกล้เคียงกันมาก แต่ราคาต่างกัน

โดย Restylane ถ้าเป็นรุ่น Perlane 1 cc. ราคาประมาณ 11,000 บาท จะอยู่ได้ 12 เดือน ส่วน Juvederm ถ้าเป็นรุ่น Voluma 1 cc. ราคาประมาณ 13,000 บาทจะอยู่ได้ถึง 18 เดือน ซึ่งจากที่ได้ลองใช้มาฟีลเลอร์ทั้ง 2 ตัวถือว่า คุณภาพของ และ คุณสมบัติของฟิลเลอร์ มีความเหมาะสมสำหรับการฉีดใต้ตาซึ่งได้ผลดี

หรือ อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ วิธีการสังเกตุฟิลเลอร์ของแท้ยี่ห้อต่าง ๆ 

สำหรับท่านไหนที่กำลังตัดสินใจ หรือมีความคิดจะฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ควรต้องลองศึกษาและปรึกษาแพทย์ เพื่อเลือกใช้ฟิลเลอร์ที่เหมาะกับตัวเราที่สุด  ส่วนใครที่ยังกังวลใจเกี่ยวกับความเชื่อที่ว่า เมื่อหยุดฉีดฟิลเลอร์จะทำให้หน้าแก่กว่าเดิม เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะการฉีดฟิลเลอร์คือ การช่วยชะลออายุของผิว

ฟิลเลอร์เมื่อหยุดฉีด ผิวก็ยังคงดูอ่อนวัยกว่าตอนก่อนฉีด แต่เพราะผิวหน้ามีการเปลี่ยนแปลงไปตามอายุที่มากขึ้น และหลายคนตอนที่ฉีดฟิลเลอร์จะเคยชินกับหน้าที่เด็กลง ทำให้เมื่อหยุดฉีด ริ้วรอยที่เคยมีอยู่เดิมก็เริ่มกลับมา

ทำให้หน้าดูโทรมกว่าตอนที่ฉีด จนหลายคนเข้าใจผิดว่า หลังจากการหยุดฉีดฟิลเลอร์แล้วหน้าแก่กว่าเดิม

สนใจติดต่อสอบถาม V Square Clinic
เปิดบริการทุกวัน 11.00-20.00 น.

หรือโทร : 091-913-7000

FB : fb.com/VsquareClinic
Line@ : @vsquareclinic

ขอบคุณที่อ่านครับ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนครับ
(1 ดาว – น้อย / 5 ดาว – มาก)
[ผู้โหวตทั้งหมด: 9 เฉลี่ย : 4.7/5]