Reading Time: 3 minutes

ร้อยไหม

การร้อยไหม คือ การสอดเส้นไหมละลายที่มีเงี่ยงลงในชั้นผิวหนัง โดยการใช้เข็มนำเส้นไหมเข้าไป จะเกิดเป็นเส้นใยอิลาสตินช่วยประคองผิวหากร้อยด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง หลังจากนั้นเมื่อเวลาผ่านไป 6-18 เดือนเส้นไหมก็จะละลายไปได้เองตามธรรมชาติโดยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย 

ผิวก็จะถูกเงี่ยงเกี่ยวขึ้นมาตามเส้นไหมในทิศทางที่คุณหมอร้อยไหมเข้าไป เปรียบเทียบให้เห็นภาพคือคล้าย ๆ ตะขอเกี่ยว ซึ่งจะมีจุดที่ดึงอยู่ตรงบริเวณแก้มส่วนล่าง และจุดที่ยึดอยู่ตรงบริเวณขมับดึงเข้าหากัน จึงสามารถดึงแก้มที่หย่อนให้ยกขึ้นได้ทันที

สำหรับคนที่กำลังหาว่าจะร้อยไหมที่ไหนดี คลินิกไหนดี ควรเลือกแพทย์ที่ชำนาญคลินิกที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ผลออกมาดูเป็นธรรมชาติ และไม่มีผลข้างเคียงครับ นอกจากนี้คนไข้มักถามหมอบ่อยครั้งว่า ร้อยไหม เจ็บไหม ปกติการร้อยไหมจะเจ็บเฉพาะตอนฉีดยาชา แต่ระหว่างทำการร้อยไหมนั้นจะไม่รู้สึกเจ็บ

บทความนี้คุณหมอมีคำตอบมาฝากเกี่ยวกับกับ การเลือกชนิดของเส้นไหมให้เหมาะกับใบหน้าของคนไข้แต่ละท่าน ข้อดี-ข้อเสียของการร้อยไหม และผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้

รีวิวร้อยไหม

หลังจากที่ร้อยไหมเสร็จแล้ว 1 ข้าง(ทันที) เทียบกับอีกด้านที่ยังไม่ได้ร้อยไหมครับ

1. ข้อดี-ข้อเสีย ของการร้อยไหม มีอะไรบ้าง ?

No.ข้อเสียข้อดี
1.

ถ้าร้อยไหมด้วยเทคนิคที่ไม่ถูกต้องหรือร้อยตื้นเกินไป จะเกิดรอยบุ๋มขึ้นตามแนวที่ร้อยไหมได้

เนื่องจากบนเส้นไหมจะมีเงี่ยง ที่ทำหน้าที่คล้ายกับตะขอสำหรับดึงผิวไปในทิศทางที่ต้องการ

หลังร้อยไหมเห็นผลได้ทันที

เนื่องจากเงี่ยงไหมที่คล้ายกับตะขอจะช่วยเกี่ยวดึงผิวขึ้นได้ทันที

2.

เส้นไหมจะไปกระตุ้นให้ เซลล์สร้างคอลลาเจน (fibroblast) เกิดการสร้างเส้นใย collagen และ elastin ขึ้นมา

แต่ถ้าซ้อนทับกันมากเกินไป และอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง ก็จะเรียกว่า พังผืด (fibrosis) ซึ่งจะดึงรั้งผิวให้ผิดรูปได้หากอยู่ในผิวชั้นตื้นเกินไป

เส้นใย collagen และ elastin ที่ถูกสร้างขึ้นมานั้น ถ้าอยู่ในแนวที่ถูกต้อง และชั้นผิวที่เหมาะสม ก็จะคล้ายกับการขึงเส้นเอ็นที่อยู่บนใบหน้าตามธรรมชาติ ซึ่งจะสามารถช่วยประคองผิว และกระชับผิว
3.

ไหมละลายจะมีอายุการใช้งานอยู่ได้ประมาณ 4 เดือน-2 ปี โดยขึ้นอยู่กับเส้นไหมแต่ละชนิดด้วย

แต่ถึงแม้ไหมจะยังละลายไม่หมด เมื่อเวลาผ่านไป 6-8เดือน ในคนส่วนใหญ่ ผิวก็จะหลุดออกจากเส้นไหมได้ก่อน ทำให้ผลการรักษาอาจอยู่ได้ไม่นานเท่ากับคำในโฆษณา

รวมถึงไหมละลายบางชนิดที่อาจอยู่ได้นาน แต่ขาดความยืดหยุ่น จะเกิดการเคลื่อนตัว และเส้นไหมทะลุโผล่ออกมานอกผิวหนังได้เมื่อเวลาผ่านพ้นไป

ไหมละลายสำหรับการร้อยไหมที่ปลอดภัย ในทุกวันนี้ทำจากวัสดุ 3 ชนิด ผ่านการรับรองจาก FDA ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศว่า ซึ่งมีความปลอดภัยในการเย็บแผล ได้แก่

1.PDO (Polydioxanone)

2.PLLA (Polylactate)

3.PCL (Polycaprolactone)

4.ในอดีต หากเป็นไหมยุคเก่า อันมีส่วนผสมของโลหะ เช่น ทองคำ จะทำให้ผิวไหม้ได้ เพราะโลหะจะดูดความร้อนจากการทำ X-ray, MRI, เครื่องสแกนต่าง ๆไหมละลายในปัจจุบัน สามารถละลายได้หมด 100% ตามระยะเวลา เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของโลหะ โดยไม่มีสารตกค้าง จะเหลือเพียงเส้นใย elastin ที่ร่างกายเราสร้างขึ้นมาซึ่งช่วยในการประคองผิว
5.

หากเป็นคนที่มีรูปทรงใบหน้าที่โหนกแก้มเด่น

หากร้อยไหมจะยิ่งทำให้โหนกแก้มเด่นขึ้นกว่าเดิม และไม่สวย

คุณหมอจึงมักแนะนำให้ปรับรูปหน้าด้วยการใช้วิธีอื่น ๆ แทน เช่น ฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบ

คนไข้รายที่แก้มตอบบางเคสสามารถใช้ไหมดึงไขมันขึ้นมาเติมแก้มได้ แก้มล่างยุบและแก้มบนเต็มขึ้น

หากแต่คนไข้จะต้องมีเนื้อแก้มส่วนล่างให้ดึง เพราะถ้าไม่มีเนื้อก็ต้องใช้การฉีดฟิลเลอร์แทน

6.

มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการบวมช้ำหลังการร้อยไหมที่ค่อนข้างสูง ทั้งที่มาจากการฉีดยาชา รวมถึงเลือดที่ออกใต้ผิวหนัง

หลังทำทันทีจะบวมน้อย หากแต่ในช่วง 3-4 วันแรกก็อาจจะบวมมากขึ้น ซึ่งส่วนมากภายใน 7-14 วันอาการบวมก็จะหายไปได้เอง

ลดความเสี่ยงในการบวมช้ำลงได้มาก หากร้อยไหมกับคุณหมอที่มีความชำนาญ และร้อยด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง
7.

บางคลินิกใช้การร้อยไหมเติมแทนการฉีดฟิลเลอร์ ลักษณะนี้ไม่แนะนำให้ทำครับ เนื่องจากในการเติมเต็มบริเวณใต้ตาหรือร่องแก้ม ต้องใช้ปริมาณเส้นไหมจำนวนมาก อาจมากถึงร้อย ๆ เส้นเลยทีเดียว ซึ่งจะทำให้เกิดพังผืด และเกิดปัญหาต่อไปในอนาคตได้

 

บางคลินิกนำไหมไปปั่นเป็นผงเล็กๆ (ไหมน้ำ) แล้วฉีดแทนฟิลเลอร์ อันนี้ก็ทำให้เกิดพังผืดครับ

ในเคสที่ดื้อโบท็อก การร้อยไหมด้วยไหมเส้นเล็ กๆ สามารถช่วยในการแก้ริ้วรอยในบางจุดได้ เช่น ริ้วรอยเล็ก ๆ บริเวณมุมปากที่ดูเผิน ๆ จะคล้ายกับมีลักยิ้ม

รวมถึงริ้วรอยบริเวณหน้าผาก, หางตา

ขอบคุณข้อมูล: ร้อยไหมก้างปลา ดึงแก้ม จาก Youtube Channel: V Square Clinic

ในคลิป VDO จะเห็นได้ว่าการร้อยไหมสามารถช่วยดึงแก้มให้ยกขึ้นได้ทันที

2. ร้อยไหมแล้วหน้าบวมเป็นเวลา 14 วัน เกิดจากสาเหตุอะไร ?

อาจเกิดได้จาก 4 สาเหตุหลัก ๆ ดังนี้

2.1 เนื้อแก้มเยอะ หรือดึงเยอะเกินไป

คุณหมอแนะนำให้ทำเมโสแฟตเพื่อให้แก้มน้อยลงก่อนในคนที่เนื้อแก้มเยอะ ซึ่งจะช่วยให้สามารถดึงไหมได้เยอะขึ้นครับ

สำหรับคนที่ใจร้อนก็สามารถร้อยไหมได้ แต่จะดึงไหมได้น้อยลง เนื่องจากหากดึงไหมเยอะก็จะส่งผลให้เนื้อแก้มไปกองอยู่ด้านบน จนอาจทำให้ดูเหมือนหน้าบวมได้ ซึ่งจะบวมนานเกิน 1 เดือนในกรณีแบบนี้ จะเริ่มดีขึ้นต้องรอให้ไหมเริ่มคลายประมาณ 2-3 เดือน

คนไข้บางรายที่มีเนื้อแก้มเยอะ การร้อยไหมสามารถช่วยให้เนื้อแก้มน้อยลงได้ด้วย โดยผ่านกระบวนการ fat-reposition (การดึงไขมัน) ด้วยการร้อยไหม ทั้งนี้ จะต้องร้อยไหมหลายครั้ง และจะต้องใช้เวลาหลายเดือนด้วยครับ

2.2 การดึงไหมผิดแนว

โดยปกติการร้อยไหมจะเน้นแก้ไขความหย่อนของแก้มในบริเวณใกล้ๆ มุมปากเป็นส่วนใหญ่  ถ้าหากร้อยไหมเพื่อดึงร่องแก้มอาจจะส่งผลให้โหนกแก้มดูมีเนื้อเยอะขึ้น และทำให้หน้าดูบวมได้

ตำแหน่งการร้อยไหม

การร้อยไหมนั้น หากจะทำให้ผลที่ได้จากร้อยไหมออกมาเข้ารูปสวยงาม จะเห็นว่าจำเป็นต้องอาศัยเทคนิคและความชำนาญในการประเมินทรงหน้าของแพทย์ด้วย

2.3 การอักเสบติดเชื้อ

ตามปรกติในช่วง 3-4 วันแรกหลังร้อยไหม จะบวมมากขึ้น หลังจากนั้นอาการบวมจะเริ่มยุบลง จนกระทั่งใบหน้าเข้าที่ภายใน 14 วันครับ ทั้งนี้ หากหลังจาก 4 วันแล้วยังมีอาการบวมแดงมากขึ้น ปวดมากขึ้นกว่าเดิม คนไข้ต้องรีบกลับมาพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินและให้ยากินเพิ่ม

2.4 บวมเลือด และบวมน้ำ

·         บวมเลือด มีลักษณะคือ มีเลือดออกในชั้นผิว (hematoma)

·         บวมน้ำ มีลักษณะคือ มีน้ำคั่งในชั้นผิวจากการอักเสบ (edema)

โดยสามารถที่จะยุบหายไปเองได้ ภายในระยะ 2-3 อาทิตย์ โดยไม่มีอันตราย ทั้ง 2 กรณี

ร้อยไหม

จะใช้เข็มในการร้อยไหม เพื่อนำเส้นไหมเข้าสู่ผิว โดยเข็มที่ใช้จะมีลักษณะแตกต่างกันออกไป เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการบวมเลือดและบวมน้ำ

ร้อยไหม

เข็มที่ใช้ในการร้อยไหมมีดังนี้ : เข็ม L, เข็มทู่, เข็มตัด, เข็มแหลม ตามลำดับ

ข้อดีข้อเสีย ของเข็มที่ใช้ร้อยไหมแต่ละแบบ จะแตกต่างกันไป ได้แก่

A. เข็มแหลม มีโอกาสเกิดการ บวมเลือด > บวมน้ำ

เข็มแหลม จะตัดผ่านเนื้อคล้ายกับการใช้มีดที่มีความคมตัด บวมน้ำน้อยกว่า จะเจ็บน้อยกว่า การสมานของเส้นเลือดขนาดเล็ก ๆ ที่โดนตัดผ่านจะไวกว่าการใช้เข็มทู่ แต่ในกรณีที่ไปโดนเส้นเลือดใหญ่ก็จะมีโอกาสเกิดการบวมเลือดได้ จึงต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์

B. เข็มทู่ มีโอกาสเกิดการ เกิดการ บวมน้ำ > บวมเลือด

จะเจ็บมากกว่า บวมน้ำเยอะกว่า เพราะเข็มทู่จะผ่านเนื้อโดยการฉีกออกคล้ายกับการใช้มีดทื่อ ๆ ตัด สามารถหลบเส้นเลือดขนาดใหญ่ ๆ ได้ หากแต่เส้นเลือดเล็ก ๆ ก็จะยังโดนฉีกขาดอยู่ดี จึงยังมีเลือดออกได้

ในการร้อยไหมเข็มทู่ที่ใช้จะมีขนาดใหญ่กว่าเข็มทู่ที่ใช้สำหรับการฉีดฟิลเลอร์ จึงเป็นสาเหตุให้เกิดการบวมช้ำได้เยอะกว่าฟิลเลอร์

ในการร้อยไหมคุณหมอบางท่านจะถนัดเข็มแหลมมากกว่า เนื่องจากสามารถควบคุมความแม่นยำได้ดีกว่าเข็มทู่ ส่วนการฉีดฟิลเลอร์ หากใช้เข็มแหลมผลที่ออกมาจะสวยกว่าเข็มทู่ แต่มีความเสี่ยงที่จะเข้าหลอดเลือด ดังนั้น ในการฉีดฟิลเลอร์จึงจำเป็นต้องใช้เข็มทู่จะดีกว่า

C. เข็มตัด มีลักษณะเป็นกึ่งแหลมกึ่งทู่

D. เข็ม L ได้รับการพัฒนาต่อจากเข็มตัดอีกขั้นหนึ่ง

ที่ V Square Clinic จะมีเข็มทุกแบบ ซึ่งหมอจะประเมินและเลือกใช้ให้เหมาะกับคนไข้แต่ละคน

 

ทั้งนี้ เข็มแต่ละประเภทไม่สามารถระบุได้ว่าชนิดไหนดีที่สุด ต้องขึ้นอยู่กับการประเมินเนื้อเยื่อของคนไข้ และความถนัดของหมอแต่ละท่านด้วย อย่างเช่น ถ้าคนไข้เคยเป็นสิวมาก่อน และมีพังผืดเยอะ หากใช้เข็มทู่ในการร้อยไหม อาจเกิดการบวมช้ำมากกว่าเข็มแหลม

3. หลังร้อยไหม เหตุใด 3-4 เดือน ก็คลายแล้ว ?

มี 3 ปัจจัยหลัก ที่จะส่งผลว่าเส้นไหมจะสามารถดึงผิวไว้ได้นานแค่ไหน ได้แก่

3.1 อีลาสติน (Elastin) ในเนื้อของคนไข้

อายุโดยเฉลี่ยของ elastin ในผิวคือ 6 เดือน เส้นไหมจะมีเงี่ยงสำหรับใช้เกี่ยวเนื้อคล้าย ๆ กับตะขอ ในกรณีที่เนื้อเยื่อที่ตะขอเกี่ยวอยู่นั้นเกิดความเสื่อมสภาพ เงี่ยงของเส้นไหมก็จะไม่สามารถเกาะอยู่ได้เป็นระยะเวลานานเท่าที่ควร เนื้อจะหลุดออกจากเส้นไหมไปก่อนที่ไหมจะละลายเสียอีกครับ